"ทุกวันนี้กังวลมากจนนอนไม่หลับ เพราะเป็นถุงลมโป่งพองมา 1 ปีแล้ว คุณหมอบอกรักษาไม่หายแต่คุมได้" คุณ เ. อายุ 42 พิมพ์มาบอกผมเมื่อ 1 พฤษภาครับ ประโยคแรกที่แกทักมาคือ "อายุ 42 ปีแล้วครับ เป็นถุงลมโป่งพองมา 1 ปีแล้วครับ"
คุณเคยเป็นแบบนี้ไหมครับ หรือคนที่บ้านเป็นอยู่
อายุ 42 นี่ถือว่าหนุ่มมากนะครับ ในบรรดาคนที่ทักมาหาผม อาการที่แกเล่ามามีแบบนี้
- แน่นหน้าอกทุกครั้งที่กินข้าวอิ่ม
- อึดอัดในอก
- กังวลจนนอนไม่หลับ
"ตอนนี้มีอาการแน่นหน้าอกเวลากินข้าวอิ่ม รู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกมาก"
คุณ เ. · 42 ปี · เป็นมา 1 ปี
หมอบอกแกแค่ประโยคเดียว ว่า "รักษาไม่หายแต่คุมได้" หมอพูดถูกทั้งสองคำเลยครับ แต่ในห้องตรวจไม่มีเวลาอธิบายว่าทำไมถึงไม่หาย แล้วที่ว่าคุมได้ คุมอะไร คนที่เพิ่งตรวจเจอเลยค้างอยู่สองคำถามทุกที ทำไมถึงเป็น กับ มันจะหายไหม
ทั้งสองข้อตอบได้ด้วยภาพเดียวกันครับ คือภาพข้างในปอด
ถุงลมโป่งพองเกิดจากปอดอักเสบไม่ยอมจบครับ ส่วนใหญ่มาจากควันที่เข้าปอดทุกวันเป็นสิบปี ร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวเข้าไปเก็บกวาด แล้วน้ำยาที่มันใช้ก็ค่อยๆ ย่อยเนื้อปอดเราไปด้วย ถุงลมที่พังไปแล้วไม่งอกใหม่ ตรงนี้แหละที่ "ไม่หาย" แต่ที่มันจะพังเพิ่มเร็วแค่ไหน เราชะลอได้ ตรงนี้แหละที่ "คุมได้"
ถ้าเป็นเคสคุณ เ. ผมจะเล่าให้แกฟังแบบนี้ครับ
ปอดของเรามีแค่ 2 อย่าง ท่อ กับ ถุง
ถ้าไม่เห็นภาพตรงนี้ก่อน เรื่องที่เหลือจะงงหมดครับ ขอเวลาสองนาทีนะ
ท่อ ก็คือหลอดลม เริ่มจากท่อใหญ่ที่คอ แล้วแตกแขนงเล็กลงไปเรื่อยๆ เหมือนกิ่งไม้ จนเล็กกว่าเส้นผม ท่อมีหน้าที่อย่างเดียว คือพาลมเข้าไปข้างใน
ถุง ก็คือถุงลม อยู่ที่สุดปลายกิ่งทุกกิ่ง เล็กมาก มีอยู่หลายล้านลูก งานจริงเกิดตรงนี้แหละครับ
ท่อคือถนน ถุงลมคือท่าเรือ เลือดคือรถบรรทุก
รอบถุงลมทุกลูกมีเส้นเลือดฝอยพันอยู่ เลือดวิ่งผ่านตรงนี้ตลอดเวลาเพื่อมารับออกซิเจนจากลมที่เราเพิ่งสูดเข้าไป รับเสร็จก็วิ่งไปส่งให้สมอง หัวใจ ขา แขน ทุกที่ทั่วตัว
ร่างกายเอาออกซิเจนไปเผาอาหารให้เป็นแรง เหมือนก่อไฟก็ต้องมีลม ถ้าลมไม่พอ ไฟก็ติดๆ ดับๆ ไม่แรง เผาเสร็จก็มีของเสียคือคาร์บอนไดออกไซด์ รถคันเดิมขนกลับมาทิ้งที่ท่าเรือ แล้วเราก็หายใจมันออกไป
ที่อยากให้จำไว้คือ ร่างกายเรามีท่าเรืออยู่ที่เดียว คือถุงลม ออกซิเจนไม่มีทางอื่นเข้าตัวเราได้เลยครับ
คนเป็นโรคนี้เลยเหนื่อยทั้งตัว ไม่ใช่แค่เหนื่อยที่ปอด พอท่าเรือพัง รถก็รับของได้น้อยลงทุกเที่ยว ขาไม่มีแรงเดินไกลเหมือนเดิม แค่เดินไปห้องน้ำก็เหนื่อย หัวใจก็ต้องเต้นเร็วขึ้น ให้รถวิ่งถี่ขึ้น ปอดพังที่เดียว แต่คนที่เดือดร้อนคือทั้งตัวครับ
ต้นเรื่องคือทีมทำความสะอาดที่ไม่ได้กลับบ้าน
พอพูดว่า "อักเสบ" คนมักนึกถึงแผลบวมแดง แต่ปอดอักเสบมันไม่เจ็บ ไม่บวมให้เห็น ไม่มีสัญญาณอะไรเลย เราเลยไม่รู้ตัวครับ
สมมติมีควันหลุดเข้าปอด ร่างกายจะส่งทีมทำความสะอาดเข้าไปจัดการ ทีมนี้ก็คือเม็ดเลือดขาว ตัวเดียวกับที่ไปสู้เชื้อโรคเวลาเราเป็นหวัด หนองที่เราเห็นเวลาแผลติดเชื้อ ก็คือซากของทีมนี้หลังสู้เสร็จ มันทำงานด้วยการฉีดน้ำยาแรงๆ ออกมาย่อยของแปลกปลอมให้หมด
ถ้าควันเข้ามาครั้งเดียว ทีมนี้ทำเสร็จก็กลับบ้าน ปอดกลับมาปกติ ระบบนี้ปกป้องเรามาทั้งชีวิตครับ
ปัญหาเริ่มตอนที่ควันเข้ามาทุกวัน ปีแล้วปีเล่า ทีมนี้ก็ไม่ได้กลับบ้านเลย ต้องตั้งฐานอยู่ในปอด ฉีดน้ำยาอยู่ทุกวัน แล้วน้ำยานี้มันแยกไม่ออกครับ ว่าอันไหนคือควัน อันไหนคือเนื้อปอดเราเอง
ปกติร่างกายมี "ตัวเบรก" คอยคุมไม่ให้น้ำยาย่อยเนื้อตัวเอง แต่พอฉีดกันวันละหลายรอบ ติดกันเป็นสิบปี ตัวเบรกก็เอาไม่อยู่ เนื้อปอดเลยโดนย่อยไปทีละนิด ทุกวัน โดยที่เราไม่รู้สึกอะไรเลย
คนสูบบุหรี่มา 20 ปีเพิ่งมามีอาการตอนหลัง ไม่ใช่ว่า 19 ปีแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะครับ มันเสียมาตลอด แต่ปอดเรามีของสำรองเยอะมาก ต้องเสียไปเกินครึ่งก่อน เราถึงจะเริ่มรู้สึก
แล้วทำไมบางคนเป็นตั้งแต่อายุยังไม่มาก
ผมไม่รู้ว่าคุณ เ. สูบบุหรี่ไหม หรือทำงานอะไรมา แกไม่ได้เล่า แต่ควันที่เรียกทีมทำความสะอาดมาอยู่ประจำ ไม่ได้มีแค่บุหรี่นะครับ
- บุหรี่ และบุหรี่มือสองในบ้าน
- ควันหุงข้าวทำกับข้าวด้วยฟืนหรือถ่าน โดยเฉพาะคนที่ทำครัวในที่อับมาหลายสิบปี อันนี้เป็นสาเหตุใหญ่มากในบ้านเรา
- ควันธูป ควันจากการเผา
- ฝุ่นจากอาชีพ เช่น โรงสี เหมือง ก่อสร้าง เชื่อมโลหะ
- มลพิษในอากาศ
มีอีกส่วนน้อยที่เป็นเพราะพันธุกรรม คือเกิดมามี "ตัวเบรก" น้อยกว่าคนอื่น เนื้อปอดเลยโดนย่อยง่ายกว่าปกติ กลุ่มนี้มักมีอาการตั้งแต่อายุยังไม่มาก ส่วนใครเป็นแบบไหน อันนี้ต้องให้หมอดูนะครับ ผมเดาแทนไม่ได้
อักเสบตัวเดียวนี่แหละ ไปก่อเรื่องสองที่พร้อมกัน ที่ท่อ กับที่ถุง
ที่ท่อ หลอดลมตัน 3 แบบพร้อมกัน
ส่วนนี้ผมเล่าย่อๆ นะครับ เพราะเล่าละเอียดไว้ในพ่นยามาตั้งนาน ทำไมยังไม่ดีขึ้น แล้ว
ยาพ่นขยายหลอดลมคลายได้แค่กล้ามเนื้อที่บีบ พ่นเสร็จแล้วอีกสองแบบก็ยังอยู่เหมือนเดิม ส่วนยาพ่นแต่ละแบบทำหน้าที่ต่างกันยังไง ผมเล่าแยกไว้ในยาพ่นสีฟ้ากับสีส้ม ต่างกันยังไง
ที่ถุง ถุงลมมันพังได้ยังไง
ผนังบางๆ ที่กั้นถุงลมแต่ละลูก ข้างในมีเส้นใยยืดหยุ่นเป็นโครงอยู่ เหมือนหนังยาง น้ำยาแรงของทีมทำความสะอาดย่อยเส้นใยนี้ได้ครับ โดนย่อยทุกวัน ผนังก็บางลงเรื่อยๆ แล้ววันนึงก็ขาด
ผนังระหว่างสองลูกขาด สองลูกก็รวมเป็นลูกเดียวที่ใหญ่ขึ้น เกิดซ้ำไปเรื่อยๆ สุดท้ายถุงลมเล็กๆ หลายสิบลูกกลายเป็นโพรงใหญ่โพรงเดียว นี่แหละครับที่มาของคำว่า "โป่งพอง"
โพรงใหญ่ขึ้น ทำไมแย่ลง
ฟังดูเหมือนได้ที่ว่างเพิ่ม แต่จริงๆ แย่ลงมากครับ เพราะเลือดรับออกซิเจนผ่าน "ผนัง" ของถุงลม เส้นเลือดฝอยพันอยู่ที่ผนัง ผนังเลยไม่ใช่แค่กำแพงกั้นห้อง ผนังก็คือหน้าท่านั่นเอง
พอผนังขาดหายไป หน้าท่าก็หายไปพร้อมกัน โพรงใหญ่ขึ้นก็จริง แต่ที่ให้รถเข้ามาจอดรับของเหลือน้อยลง ทั้งที่ลมยังเข้าไปถึงเหมือนเดิม บางคนเลยสูดลมเข้าได้เต็มปอด แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี
ปอดคนปกติ ถ้าเอาผนังของถุงลมทุกลูกมากางรวมกัน จะได้พื้นที่ประมาณ 70 ตารางเมตร ใหญ่พอๆ กับสนามแบดมินตันทั้งสนาม พอผนังขาดไปทีละแผ่นทุกวัน สนามของเราก็หดลงเรื่อยๆ ลมยังเข้าเท่าเดิม แต่ที่รับของเหลือน้อยลงทุกปี
แล้วถุงลมที่เสียไปแล้ว ไม่งอกใหม่นะครับ ยังไม่มียาตัวไหนในโลกทำได้ นี่แหละที่หมอบอกคุณ เ. ว่า "รักษาไม่หาย"
ถุงลมอยู่ปลายทาง ทำไมทำให้หายใจไม่อิ่ม
หลายคนสงสัยตรงนี้ครับ ถ้าถุงลมแค่แลกออกซิเจน เรื่องหายใจไม่ออกน่าจะเป็นเรื่องของท่อไม่ใช่เหรอ
คำตอบคือ ถุงลมกับหลอดลมไม่ได้แยกกันอยู่ครับ ถุงลมนี่แหละที่ค้ำหลอดลมไว้
ถุงพลาสติกกับมือหลายมือ
ลองนึกถึงถุงพลาสติกที่หิ้วกลับมาจากตลาดนะครับ วางไว้เฉยๆ มันแฟบติดกันเป็นแผ่นเดียว แต่ถ้ามีมือหลายๆ มือช่วยกันดึงออกไปรอบด้าน มันจะอ้าเป็นโพรงขึ้นมาทันที
หลอดลมฝอยลึกๆ ก็เป็นแบบนั้นเป๊ะ ตัวมันนิ่มจนแฟบได้เอง ที่อ้าอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะถุงลมที่เบียดอยู่รอบๆ เป็นมือช่วยกันดึงผนังมันไว้คนละนิด ถุงลมสิบลูกรอบท่อ ก็คือสิบมือ
พอถุงลมถูกย่อยหายไปทีละลูก ก็เหมือนมือปล่อยไปทีละมือ เหลือแปดมือ เหลือห้ามือ ท่อเลยแฟบง่ายกว่าเดิมมาก
แฟบตอนหายใจออก ไม่แฟบตอนหายใจเข้า
ตอนหายใจเข้า ลมไหลเข้ามาดันผนังท่อออกจากข้างใน ท่อก็อ้าเองอยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งมือเท่าไหร่
ตอนหายใจออก เราต้องบีบทรวงอกเข้าเพื่อไล่ลม แรงบีบนั้นบีบตัวท่อไปด้วย ท่อที่มีมือดึงไว้ไม่พอ ก็แฟบไปก่อนลมข้างในจะออกหมด ลมที่ยังไม่ทันออกก็ค้างอยู่ ทีละนิด ทุกครั้งที่หายใจ จนปอดพองค้างครับ
พอจะหายใจเข้าใหม่ ปอดมันเต็มอยู่แล้ว เหมือนแก้วที่มีน้ำค้างอยู่ค่อนแก้ว จะเทเพิ่มก็ได้อีกนิดเดียว
นี่แหละครับ "หอบ" ของคนเป็นถุงลมโป่งพอง ไม่เหมือนหอบเพราะวิ่งมา แต่สูดเข้าไปแล้วไม่มีที่ให้ลมลง ตรงกับคำที่คนพิมพ์มาบอกผมบ่อยที่สุดคำนึง คือ "หายใจไม่อิ่ม" ถ้าเป็นหนักตอนกลางคืน ผมเล่าแยกไว้ในพ่นแล้วโล่งแป๊บเดียว และนอนราบไม่ได้ ต้องนั่งหลับทุกคืน
ถ้าจำได้แค่ช่องเดียว จำช่องแรกไว้นะครับ เพราะเป็นช่องเดียวที่เรายังหยุดมันเองได้
"ไม่หาย" กับ "คุมได้" แปลว่าอะไร
กลับมาที่ประโยคของหมอที่ทำให้คุณ เ. นอนไม่หลับนะครับ
"ไม่หาย" คือ ถุงลมที่ผนังขาดไปแล้ว เอาคืนไม่ได้ อันนี้จริงครับ และผมไม่อยากให้ใครมาหลอกคุณว่าได้
"คุมได้" คือ มันจะเสียเพิ่มเร็วแค่ไหน อันนี้เราคุมได้ แล้วก็คุมได้เยอะกว่าที่คนส่วนใหญ่คิดด้วยครับ
สิ่งเดียวที่ชะลอได้จริง คือหยุดควันทุกชนิด
อันนี้เป็นสิ่งเดียวที่มีหลักฐานชัดว่าทำให้ปอดเสื่อมช้าลงได้จริง เหตุผลก็ตามที่เล่ามาทั้งหมดเลยครับ ควันคือตัวที่เรียกทีมทำความสะอาดมาอยู่ประจำทุกวัน พอไม่มีควันใหม่เข้าไป ทีมก็ค่อยๆ ทยอยกลับบ้าน น้ำยาที่ย่อยปอดเราก็น้อยลง ถุงลมพังช้าลง
ผมพูดตรงๆ นะครับ มันไม่ได้ทำให้ปอดกลับมาเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจากทรุดเร็วเป็นทรุดช้าได้ และไม่มียาตัวไหน หรืออาหารเสริมยี่ห้อไหนทำแทนได้
คุณ เ. อายุแค่ 42 ปอดยังต้องใช้ไปอีกนาน ยิ่งเริ่มชะลอเร็ว ปอดที่เหลืออยู่ก็ยิ่งอยู่กับเราได้นาน
ส่วนวิธีดูแลข้ออื่น ทั้งหายใจแบบเป่าเทียนไล่ลมที่ค้าง และทำยังไงไม่ให้กำเริบบ่อย ผมรวมไว้ในพ่นยามาตั้งนาน ทำไมยังไม่ดีขึ้น แล้วครับ
อาการแน่นหน้าอกตอนกินอิ่มที่แกเล่า ผมอยากให้เล่าให้หมอฟังด้วยนะครับ อาการที่เราเจอทุกวันที่บ้าน หมอไม่มีทางเห็นเองในห้องตรวจครับ
ที่เล่ามาว่ายาพ่นทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ายาพ่นไม่จำเป็นนะครับ จะหยุด จะลด จะเปลี่ยนยา ต้องให้หมอบอกเท่านั้น
ถ้ากำลังคิดจะหยุดอยู่ ลองอ่านยาพ่นไม่พ่นได้ไหม หยุดเองได้ไหม ก่อนครับ
คำถามที่คนทักมาถามบ่อย
ไม่เคยสูบบุหรี่เลย ทำไมเป็นถุงลมโป่งพองได้?
เป็นได้ครับ แล้วก็ไม่ได้เจอน้อยด้วย ควันหุงข้าวทำกับข้าวด้วยฟืนหรือถ่าน บุหรี่มือสองในบ้าน ควันธูป ควันเผา ฝุ่นจากที่ทำงาน มลพิษในอากาศ พวกนี้เรียกทีมทำความสะอาดมาอยู่ประจำได้เหมือนกัน ส่วนน้อยเป็นเพราะพันธุกรรม คือเกิดมามีตัวเบรกน้อยกว่าคนอื่น
ถุงลมที่เสียไปแล้ว กินอะไรให้กลับมาได้ไหม?
ไม่ได้ครับ ถุงลมที่ผนังขาดไปแล้ว ไม่มีทางกลับมาเป็นถุงลมเล็กๆ เหมือนเดิม ยังไม่มียา ไม่มีอาหารเสริม ไม่มีสมุนไพรตัวไหนในโลกทำได้ ถ้าเจอโฆษณาบอกว่าปอดกลับมาเหมือนเดิม หรือหายขาด อันนั้นโกหกครับ ที่ทำได้จริงคือชะลอไม่ให้เสียเพิ่ม แล้วใช้ปอดที่เหลืออยู่ให้เต็มที่ที่สุด
ถุงลมโป่งพอง กับ COPD ต่างกันไหม?
COPD (ซีโอพีดี) แปลว่าโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เป็นชื่อกลุ่มโรคใหญ่ครับ ถุงลมโป่งพองก็อยู่ในกลุ่มนี้ อีกตัวคือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง คนไข้ส่วนใหญ่เป็นทั้งสองอย่างปนกัน คือพังทั้งที่ท่อและที่ถุง หมอบางท่านเลยเรียกรวมว่า COPD ไปเลย
จะรู้ได้ยังไงว่าปอดเราเหลือเท่าไหร่?
ต้องไปเป่าเครื่องวัดสมรรถภาพปอดที่โรงพยาบาลครับ เป่าลมเข้าเครื่อง แล้วเครื่องจะคิดออกมาเป็นตัวเลข แป๊บเดียว ไม่เจ็บ ตัวเลขนี้ช่วยให้หมอเลือกยาได้ตรงขึ้น แล้วเราก็เห็นด้วยว่าปีนี้เทียบกับปีที่แล้วเป็นยังไง ถ้าไม่เคยเป่าเลย ลองถามหมอตอนไปตามนัดว่าควรตรวจไหม
วันนี้ลองนั่งไล่ดูครับ ว่าวันนึงปอดคุณเจอควันจากที่ไหนบ้าง บุหรี่ของตัวเองหรือคนในบ้าน ควันธูป ควันทำกับข้าว ควันเผาขยะแถวบ้าน ฝุ่นที่ทำงาน จดไว้ในกระดาษแผ่นเดียว แล้วเลือกมาสักอย่างที่ตัดได้ ตัดอันนั้นก่อน ไม่ต้องซื้ออะไรเลย แต่นี่แหละส่วนที่ "คุมได้" ที่อยู่ในมือคุณเองครับ
แล้วคุณหละ..?
หมอเคยอธิบายให้คุณฟังไหมครับ ว่าทำไมถึงเป็นโรคนี้ มาเล่าให้ผมฟังหน่อยได้นะครับ ^_^
ทักมาเล่าให้ผมฟังใน Messengerถ้ามีคนในครอบครัวเป็นถุงลมโป่งพอง ส่งบทความนี้ให้เค้าอ่านด้วยนะครับ
คำพูดทั้งหมดในบทความนี้มาจากข้อความที่คนทักมาปรึกษาผมจริง ไม่ระบุชื่อเต็มและที่อยู่ · บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล เรื่องยาทุกอย่างต้องผ่านหมอที่ดูแลคุณอยู่
ผมขาย BLB U เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนเป็นถุงลมโป่งพอง มีเลข อย. 26-1-10867-5-0049 ผลิตจากโรงงานมาตรฐาน GMP ครับ
BLB U ไม่ใช่ยานะครับ ใช้แทนยาที่หมอให้ไม่ได้ ถ้าคุณเป็นโรคตับ โรคไต หรือทานยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ผมไม่แนะนำให้ทานครับ
ดูรายละเอียด BLB Uอ่านต่อ

พ่นยามาตั้งนาน ทำไมยังไม่ดีขึ้นสักที
พ่นยาแล้วโล่งแป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับมาเหนื่อยอีก ไม่ใช่เพราะคุณใช้ยาผิดนะครับ ผมเล่าไว้ว่ายาพ่นแก้อะไรได้ แก้อะไรไม่ได้ แล้วอีกครึ่งที่เหลือเราทำเองได้ยังไง

โล่งแป๊บเดียว แล้วกลับมาแน่นอีก
พ่นแล้วโล่งได้ไม่กี่ชั่วโมง โดยเฉพาะตอนกลางคืน แบบนี้แปลว่ายายังทำงานอยู่นะครับ แต่ช่วงที่โล่งยาวหรือสั้น มันบอกได้ว่าโรคยังคุมอยู่ หรือเริ่มคุมไม่อยู่แล้ว

ยาพ่นสีฟ้ากับสีส้ม ต่างกันยังไง
สีของหลอดยาพ่นไม่ได้เป็นมาตรฐานอะไรเลยครับ ยาตัวเดียวกัน คนละยี่ห้อก็อาจคนละสี ผมบอกวิธีดูไว้ว่ายาที่คุณถืออยู่เป็นตัวขยายหรือตัวคุม แบบไม่ต้องดูสี