พ่นแล้วโล่งอยู่แป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับมาเหนื่อยอีก คำถามนี้ผมเจอเกือบทุกวันครับ
ตอบสั้นๆ ก่อนเลย: คุณไม่ได้ใช้ยาผิด และหมอก็ไม่ได้ให้ยาผิด ยาพ่นทำงานของมันถูกแล้ว แต่มันแก้ได้แค่ส่วนเดียวของปัญหา ส่วนที่เหลืออยู่คนละที่กับที่ยาไปถึง
พออ่านจบบทความนี้ คุณจะเห็นภาพเองเลยว่าทำไมพ่นแล้วดีอยู่แป๊บเดียว ก็กลับมาหอบอีก แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ยังไงได้บ้าง
สามคนนี้ไม่รู้จักกัน แต่พิมพ์มาหาผมด้วยประโยคเดียวกัน
คุณลุงอายุ 60 เป็นมา 20 กว่าปี อยู่คนเดียว เก็บของเก่าขาย ทักมาเมื่อ 22 กรกฎาคม
"พ่นยาหายได้แป๊บเดียว มันก็แน่นขึ้นลำคออีก นอนราบไม่ได้ครับ"
อีกคนอายุ 60 เป็นมา 5 ปี รับยาที่คลินิกหืดหอบเพราะค่ายาเอกชนแพงเกินไหว มียาพ่นหลอดขาวไว้พ่นเช้าเย็น กับยาพ่นฉุกเฉินไว้พกติดตัว
"รับยาพ่นก็ไม่หาย"
อีกคนอายุ 50 เพิ่งเป็นมาปีกว่า
"พ่นยาไปสักพักกลับมาเหนื่อยเหมือนเดิม"
คนละที่ คนละอายุ คนละหมอ ยาคนละตัว เป็นมาไม่เท่ากัน แต่ประโยคที่พิมพ์มาเหมือนกันหมด แปลว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่อยู่ในตัวโรค
ก่อนอื่น ขอสรุปสั้นๆ ว่าข้างในปอดเกิดอะไรขึ้น
ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมยาพ่นแก้ได้ไม่หมด ต้องรู้ก่อนสั้นๆ ว่าโรคนี้มันไปทำอะไรกับปอดเรา ขอสรุปให้จบในหัวข้อเดียวครับ
ต้นเรื่องของทุกอย่างคือ การอักเสบที่ไม่ยอมจบ
ทุกครั้งที่มีควันหลุดเข้าปอด ร่างกายจะส่ง "ทีมทำความสะอาด" เข้าไปจัดการ ทีมนี้ก็คือเม็ดเลือดขาว ตัวเดียวกับที่ไปสู้เชื้อโรคเวลาเราเป็นหวัด วิธีทำงานของเขาคือฉีด "น้ำยาแรง" ออกมาย่อยสิ่งแปลกปลอมให้หมดไป ถ้าควันเข้ามาแค่ครั้งเดียว ทีมนี้ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ไม่มีอะไรเสียหาย
แต่ถ้าควันเข้ามาทุกวัน ปีแล้วปีเล่า ทีมนี้ก็ไม่ได้กลับบ้าน ต้องประจำการอยู่ในปอดตลอดเวลา ฉีดน้ำยาแรงอยู่ทุกวัน และน้ำยาแรงตัวนี้แยกไม่ออกครับ ว่าอันไหนคือควัน อันไหนคือเนื้อปอดของเราเอง
เนื้อปอดเลยโดนย่อยไปด้วยทีละนิด ทุกวัน โดยที่เราไม่รู้สึกอะไรเลย และมันไปพัง สองที่พร้อมกัน
ควันเข้าปอดทุกวัน
↓
อักเสบเรื้อรัง ทีมทำความสะอาดไม่กลับบ้าน ฉีดน้ำยาแรงทุกวัน
↓
ที่ท่อ → ผนังบวม + เสมหะเยอะ + กล้ามเนื้อขี้ตกใจ (ตัน 3 ชั้น)
ที่ถุง → ผนังถูกย่อยจนขาด → มือที่ดึงหลอดลมไว้หายไปทีละมือ → ท่อแฟบตอนหายใจออก
↓
ลมค้างในปอด → หายใจเข้าไม่ลง → หอบ
ที่ท่อ ทำให้หลอดลมตีบ อันนี้คือหัวข้อถัดไป และเป็นหัวใจของคำถามที่เราคุยกันอยู่
ที่ถุงลม ทำให้ผนังถุงลมถูกย่อยจนขาด ถุงลมเล็กๆ หลายลูกรวมเป็นโพรงใหญ่โพรงเดียว พอถุงลมหายไป "มือ" ที่คอยดึงหลอดลมฝอยให้อ้าอยู่ก็หายไปด้วย ท่อเลยแฟบตอนหายใจออก ลมออกไม่หมด ค้างสะสมอยู่ในปอดจนพองค้าง พอจะหายใจเข้าใหม่ก็ไม่มีที่ให้ลมลง — นี่แหละครับคืออาการที่หลายคนเรียกว่า "หายใจไม่อิ่ม"
อยากเห็นภาพชัดกว่านี้? ทั้งหมดนี้ผมเล่าละเอียดทีละขั้น พร้อมภาพเปรียบเทียบ ไว้ในบทความถุงลมโป่งพองเกิดจากอะไร ข้างในปอดเกิดอะไรขึ้นบ้าง — แต่ถ้าตอนนี้อยากรู้แค่ว่าทำไมยาพ่นไม่ได้ผล อ่านหัวข้อถัดไปต่อได้เลยครับ ไม่ต้องไปไหน
ที่ท่อ: หลอดลมมันตีบได้ยังไง (และตีบกันตั้ง 3 ชั้น)
พอบอกว่า "หลอดลมตีบ" คนส่วนใหญ่นึกภาพว่ามันบีบเข้ามาอย่างเดียว แต่จริงๆ ท่อมันตันได้ 3 แบบ และเกิดพร้อมกันได้ด้วย ตรงนี้สำคัญมาก อยากให้อ่านช้าๆ
ชั้นที่ 1 — กล้ามเนื้อรอบท่อบีบตัว
รอบหลอดลมมีกล้ามเนื้อเป็นวงแหวนพันอยู่ พอเจอสิ่งกระตุ้น เช่นควัน ฝุ่น อากาศเย็น กลิ่นฉุน มันจะเกร็งบีบเข้ามา ท่อที่เคยกว้างเท่าเหรียญสิบเหลือแค่รูเท่าเหรียญบาท ลมผ่านได้นิดเดียว
และปอดที่อักเสบเรื้อรังมานาน มันจะ "ขี้ตกใจ" กว่าปอดปกติมาก เจอสิ่งกระตุ้นนิดเดียวก็บีบแล้ว ทั้งที่คนปกติเจออันเดียวกันไม่รู้สึกอะไรเลย
ชั้นที่ 2 — ผนังท่อบวมหนา
ทีมทำความสะอาด (เม็ดเลือดขาว) ที่ยกกันมาประจำการอยู่ ทำให้ผนังด้านในของท่อบวมหนาขึ้น
อันนี้เราทุกคนเคยเจอมาแล้วครับ ตอนเป็นหวัดคัดจมูก
ลองนึกดูนะครับ ตอนคัดจมูกน่ะ ในรูจมูกเราไม่ได้มีอะไรไปอุดไว้เลย แต่ทำไมหายใจไม่ออก ก็เพราะผนังข้างในรูจมูกมันบวมขึ้นมา รูเลยเล็กลง ทั้งที่จมูกยังขนาดเดิม
ในหลอดลมก็เกิดแบบเดียวกันเป๊ะครับ ต่างกันตรงที่ หวัดหายไม่กี่วันจมูกก็ยุบ แต่อันนี้มันบวมอยู่ตลอด ไม่ยุบ เพราะควันเข้าไปกวนทุกวัน ทีมทำความสะอาดเลยไม่เคยได้เลิกงาน
ชั้นนี้จึงต่างจากชั้นแรกตรงที่ มันอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ได้มาเป็นครั้งคราวเหมือนกล้ามเนื้อบีบ
ชั้นที่ 3 — เสมหะอุด
พอผนังถูกระคายเคืองตลอด โรงงานผลิตเมือกที่อยู่ในผนังจะทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่า เสมหะเลยเยอะขึ้นและเหนียวข้นขึ้น
ทีนี้ในผนังท่อปกติจะมี "ขนกวาด" เล็กๆ เรียงกันอยู่เต็มไปหมด หน้าที่ของมันคือโบกพัดเสมหะขึ้นมาข้างบนให้เราไอออกหรือกลืนลงไป แต่ขนพวกนี้ถูกควันทำลายไปแล้ว ผลคือเสมหะเยอะขึ้น แต่คนกวาดน้อยลง มันเลยค้างอยู่ในท่อ
"เป็นถุงลมโป่งพอง ไอมีเสมหะ หายใจไม่อิ่มครับ"
ทีนี้มาถึงจุดที่ผมอยากให้จำที่สุดของทั้งบทความครับ
ยาพ่นขยายหลอดลม แก้ได้ชั้นเดียว คือชั้นที่ 1
มันไปคลายกล้ามเนื้อที่บีบอยู่ ท่อขยายกลับ ลมผ่านได้ เราโล่งขึ้นภายในไม่กี่นาที นี่คือของดีและเป็นของจำเป็นครับ คนที่พกยาพ่นฉุกเฉินติดตัวคือคนที่ทำถูกแล้ว
แต่ผนังที่บวมอยู่ มันไม่ได้ยุบลงเพราะยาคลายกล้ามเนื้อ และเสมหะที่ค้างอยู่ มันก็ไม่ได้หายไปไหน สองชั้นนั้นยังอยู่เหมือนเดิมทุกประการหลังพ่นยาเสร็จ
หมายเหตุ: ยาพ่นบางชนิดมีตัวยาสำหรับลดการอักเสบผสมอยู่ด้วย ซึ่งช่วยชั้นที่ 2 ได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับตัวนั้น และมันต้องพ่นทุกวันต่อเนื่องเป็นเดือนถึงจะเห็นผล ไม่ใช่พ่นแล้วรู้สึกทันที เรื่องนี้หมอเป็นคนเลือกให้ตามลักษณะโรคของแต่ละคน ผมเขียนแยกไว้ในบทความยาพ่นสีฟ้ากับสีส้มต่างกันยังไง
สรุปว่าทำไมพ่นแล้วดีอยู่แป๊บเดียว
ยาพ่นคลายกล้ามเนื้อรอบท่อ ท่อกว้างขึ้น ลมที่ค้างอยู่ในปอดก็ระบายออกได้มากขึ้น ปอดยุบลงมาหน่อย พอมีที่ว่างคืนมา เราเลยรู้สึกโล่งขึ้นทันที เห็นไหมครับว่ายาพ่นมันช่วยจริง ไม่ได้ไร้ประโยชน์เลย
แต่สิ่งที่ยาพ่นทำไม่ได้คือ ยุบผนังที่บวม ละลายเสมหะที่ค้าง เรียกมือที่หายไปให้กลับมาดึงท่อ และสร้างถุงลมใหม่ พอยาหมดฤทธิ์ กล้ามเนื้อก็กลับมาบีบ ท่อก็กลับไปแฟบเหมือนเดิม ลมก็กลับมาค้างเหมือนเดิม
นี่คือคำตอบของคำถามในหัวข้อบทความครับ ไม่ใช่เพราะยาไม่ดี ไม่ใช่เพราะเราพ่นผิด แต่เพราะยาไปแก้ได้ชั้นเดียวจากปัญหาทั้งหมด ส่วนต้นเหตุที่แท้จริงคือการอักเสบที่ยังทำงานอยู่ทุกวัน กับถุงลมที่เสียไปแล้ว
"ไม่ดีขึ้น" ของคุณเป็นแบบไหน
จากข้อความที่คนทักมาปรึกษาผมกว่า 3,600 ข้อความ ผมพบว่าคำเดียวกันนี้ซ่อนอยู่ 3 แบบ ซึ่งต้องทำคนละอย่างเลย ลองดูนะครับว่าเราเป็นแบบไหน
แบบที่ 1 พ่นแล้วโล่งจริง แต่อยู่ได้ไม่นาน — ยาทำงานอยู่ครับ ตรงกับที่อธิบายไปข้างบนเป๊ะ คือยาช่วยระบายลมที่ค้างได้ชั่วคราว แล้วมันก็กลับมาค้างใหม่ สิ่งที่ต้องทำคือไปจัดการกับสิ่งที่ทำให้ถุงลมพังเพิ่มทุกวัน ซึ่งผมรวมไว้ให้ในหัวข้อ "อีกครึ่งที่ยาพ่นทำให้ไม่ได้" ข้างล่าง ถ้าอาการหนักตอนกลางคืนหรือนอนราบไม่ได้ ผมแยกเขียนไว้ละเอียดในบทความเรื่องพ่นแล้วโล่งแป๊บเดียว
แบบที่ 2 พ่นแล้วแทบไม่รู้สึกอะไรเลย — กลุ่มนี้ให้เช็กวิธีพ่นก่อนอย่างอื่นเลยครับ คนจำนวนมากพ่นแล้วยาไปติดอยู่ที่ลิ้นกับลำคอ ไม่ได้ลงปอด โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่กดกับสูดไม่พร้อมกัน สูดไม่ถูกวิธี ก็เหมือนแทบไม่ได้ใช้ยาเลย ลองเอายาไปให้เภสัชกรที่ร้านยาดูวิธีพ่นสักครั้ง ไม่เสียเงิน และหลายคนดีขึ้นแค่จากตรงนี้ อีกอย่างที่ต้องเช็กคู่กันคือหลอดที่พ่นอยู่เป็นหลอดแบบไหน เพราะหลอดพ่นประจำมันไม่ได้ออกแบบมาให้รู้สึกอะไรทันทีอยู่แล้ว
แบบที่ 3 เหนื่อยขึ้นเรื่อยๆ แม้พ่นแล้ว และเหนื่อยแม้ตอนอยู่เฉยๆ — มีคนอายุ 69 ทักมาว่า
"เวลานี้เดินหน่อยเดียวก็เหนื่อย นั่งอยู่เฉยก็เหมือนเหนื่อย"
ประโยคหลังคือส่วนที่สำคัญ เหนื่อยตอนนั่งเฉยๆ ไม่ใช่อาการที่ควรรอ แบบนี้อย่ารอถึงวันนัด กลับไปให้หมอประเมินใหม่เลย
แล้วทำไมมันถึงแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งที่พ่นยาทุกวัน
มีคนทักมาปรึกษาผมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เขาอายุ 50 กว่า สูบบุหรี่ ไอเรื้อรังมาปีกว่า ไอแล้วหาย พอหายได้พักหนึ่งก็กลับมาไออีก เขาสรุปอาการตัวเองสั้นๆ ว่า
"ปีกว่าแล้ว จะเป็นๆ หายๆ"
คำว่า "เป็นๆ หายๆ" นี่แหละที่ผมอยากอธิบาย เพราะมันไม่ได้หายจริง มันแค่หมุนกลับมาที่เดิม
ถุงลมเสียหาย
↓
ไล่ลมออกไม่หมด เสมหะค้าง
↓
เชื้อโรคชอบที่อับชื้น → ติดเชื้อง่ายขึ้น
↓
ติดเชื้อ = อักเสบหนักขึ้น
↓
อักเสบทำลายถุงลมเพิ่ม → กลับไปข้อ 1
สังเกตนะครับว่าคำว่า "อักเสบ" โผล่มาอยู่กลางวงจรพอดี เพราะทุกครั้งที่ติดเชื้อ ทีมทำความสะอาดจะถูกเรียกมาเพิ่มอีกเป็นกองทัพ ฉีดน้ำยาแรงหนักกว่าปกติหลายเท่า การกำเริบครั้งเดียวจึงกินถุงลมเราไปมากกว่าอยู่เฉยๆ เป็นเดือน และถุงลมที่หายไปในรอบนั้นก็ไม่กลับมาอีก
ทุกครั้งที่วงจรนี้หมุนครบรอบ มือที่ดึงหลอดลมไว้จะหายไปอีกหลายมือ ส่วนยาพ่นเข้าไปช่วยที่ขั้นบนสุดขั้นเดียว ขั้นอื่นยังทำงานของมันต่อไปเงียบๆ
นี่คือเหตุผลที่พ่นยามา 5 ปีแล้วรู้สึกว่าไม่ได้ดีขึ้น เพราะเราเบรกอยู่ล้อเดียว จากทั้งหมดสี่ล้อ
อีกครึ่งที่ยาพ่นทำให้ไม่ได้ เราทำเองได้ยังไง
ยาพ่นระบายลมที่ค้างได้ชั่วคราว ส่วนที่เหลือคือ หยุดไม่ให้ถุงลมพังเพิ่ม และช่วยไล่ลมที่ค้างด้วยตัวเอง สองอย่างนี้ไม่มีใครทำแทนเราได้
1. ฝึกหายใจแบบเป่าเทียน ไล่ลมที่ค้างออกเอง
อันนี้ตรงกับปัญหาที่สุด เพราะปัญหาคือลมออกไม่หมด วิธีทำคือสูดเข้าทางจมูกนับ 1-2 แล้วเป่าออกทางปากช้าๆ เหมือนเป่าเทียน นับ 1-2-3-4 ให้ลมออกนานกว่าลมเข้าเป็นสองเท่า
การเป่าปากจู๋แบบนี้ทำให้เกิดแรงดันย้อนกลับเบาๆ ในท่อ ท่อเลยไม่แฟบเร็วเกินไปตอนหายใจออก ลมที่ค้างจึงออกมาได้มากขึ้น ทำได้ทันทีตอนเหนื่อย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่เสียเงิน ถ้าทำแล้วรู้สึกหน้ามืดให้หยุดก่อนนะครับ ไม่เป็นไร
2. เลิกบุหรี่ และเลิกอยู่ใกล้ควันทุกชนิด
นี่คือสิ่งเดียวที่มีหลักฐานชัดว่าทำให้ปอดเสื่อมช้าลงได้จริง และตอนนี้เราน่าจะเห็นเหตุผลแล้วว่าทำไม
เพราะควันคือเชื้อเพลิงที่เรียกทีมทำความสะอาดมาประจำการอยู่ทุกวัน พอไม่มีควันใหม่เข้าไป ทีมก็ค่อยๆ ทยอยกลับ น้ำยาแรงที่ย่อยเนื้อปอดเราก็น้อยลง ถุงลมพังช้าลง
ผมพูดตรงๆ นะครับว่ามันไม่ได้ทำให้ปอดกลับมาเหมือนเดิม ถุงลมที่หายไปแล้วก็หายไปเลย แต่มันเปลี่ยนความชันของกราฟได้ คือจากที่กำลังทรุดเร็ว กลายเป็นทรุดช้าลงมาก และไม่มีอะไรอย่างอื่นทำแบบนี้ได้ ไม่ว่าจะยาตัวไหนหรืออาหารเสริมยี่ห้อใดก็ตาม
ที่ต้องเลิกไม่ได้มีแค่บุหรี่ รวมถึงควันธูป ควันจากการเผา ควันจากการผัดกับข้าว และควันบุหรี่มือสองในบ้านด้วย ถ้าลูกหลานสูบในบ้าน คนที่รับเต็มๆ คือคนป่วย
และต้องเลิก ไม่ใช่ลดครับ ต่อให้ลดเหลือวันละ 3-5 มวน ปอดก็ยังโดนอยู่ทุกวัน
ลองถามตัวเองแบบนี้นะครับ เป้าหมายของเราคืออะไร ถ้าเป้าหมายคือไม่อยากเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ อยากเดินไปตลาดเองได้ อยากอยู่บ้านกับลูกหลานได้ แต่วิธีที่เราเลือกคือยังสูบต่อไปวันละไม่กี่มวน เป้าหมายกับวิธีที่เราเลือก มันไม่แมตช์กันครับ
ผมไม่ได้จะบังคับใครนะครับ เรื่องนี้ตัดสินใจได้คนเดียวคือตัวเราเอง ผมทำได้แค่บอกให้ครบว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วที่เหลือเป็นของคุณ
3. หาตัวกวนที่ยังวิ่งอยู่รอบตัวเราให้เจอ
ลองนึกภาพว่าเราลงสนามบอล ต่อให้ทีมเราเก่งแค่ไหน ถ้าปล่อยให้คู่แข่งวิ่งเต็มสนาม ยังไงก็ไม่ชนะ ทางเดินหายใจก็เหมือนกัน นอกจากควันแล้วยังมีตัวกวนอีกหลายอย่างที่คนมองข้าม เช่นฝุ่น อากาศเย็น น้ำมูกไหลลงคอ กรดไหลย้อน หรือแม้แต่ที่ทำงานของเราเอง ถ้าพวกนี้ยังวิ่งอยู่ทุกวัน ต่อให้ยาดีแค่ไหน อาการก็จะกลับมาเรื่อยๆ
สิ่งที่อยากให้ทำคือลองสังเกตดูสักสัปดาห์ ว่าเราแย่ลงตอนไหน หลังกินอะไร หลังทำอะไร ช่วงไหนของวัน แล้วจดไว้เอาไปเล่าให้หมอฟังตอนไปตามนัด
ผมไม่ได้บอกให้คุณวินิจฉัยตัวเองนะครับ แต่หมอมีเวลาซักถามเราจำกัด สิ่งที่เราสังเกตมาจากบ้านตลอดสามเดือน คือข้อมูลที่หมอไม่มีทางเห็นเองในห้องตรวจ
4. อย่าให้กำเริบบ่อย เพราะกำเริบทีนึงเสียถุงลมเพิ่มทุกที
กลับไปดูวงจรข้างบนอีกที การติดเชื้อครั้งเดียวทำให้ปอดเสียหายถาวรได้ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปีและวัคซีนปอดอักเสบตามที่หมอแนะนำ คือการตัดวงจรตรงจุดที่ตรงที่สุดและถูกที่สุด และเวลามีสัญญาณเตือนตามหัวข้อข้างล่าง อย่ารอครับ ไปเร็วเท่าไหร่ยิ่งเสียถุงลมน้อยเท่านั้น
⚠️ เรื่องที่ผมต้องย้ำ ห้ามหยุดยาพ่นเอง
ที่ผมเล่ามาทั้งหมดว่ายาพ่นทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ ไม่ได้แปลว่ายาพ่นไม่จำเป็นนะครับ
คนสูงอายุที่หยุดยาขยายหลอดลมเอง อาการทรุดหนักถึงขั้นเข้าโรงพยาบาลได้ เรื่องหยุดยา ลดยา หรือเปลี่ยนยา ต้องให้หมอเป็นคนบอกเท่านั้น ถ้าจะดูแลตัวเองเพิ่ม ให้ทำควบคู่ไปกับยาที่หมอให้ ไม่ใช่ทำแทนครับ
ถ้าตอนนี้กำลังคิดจะหยุดยาอยู่ ไม่ว่าจะเพราะค่ายา กลัวติดยา รู้สึกว่าไม่ได้ผล หรือรู้สึกว่าดีขึ้นแล้ว ทั้ง 4 เหตุผลนี้ผมเขียนตอบไว้ทีละข้อในบทความแยกแล้ว พร้อมทางออกที่ทำได้จริงแทนการหยุดยา → ยาพ่นไม่พ่นได้ไหม หยุดเองได้ไหม
สัญญาณที่ต้องรีบไปหาหมอ อย่ารอถึงวันนัด
ที่ผมเอาเรื่องนี้มาไว้ในบทความนี้ เพราะคนที่รู้สึกว่า "พ่นแล้วไม่ดีขึ้น" มีอยู่ส่วนหนึ่งที่ไม่ได้กำลังเจอปัญหาระยะยาวแบบที่เล่ามาทั้งหมดข้างบน แต่กำลังกำเริบอยู่ตอนนี้ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย และรอไม่ได้ ลองเช็กดูนะครับว่ามีข้อไหนตรงบ้าง
- เสมหะเปลี่ยนสีเป็นเหลืองเข้ม เขียว หรือมีเลือดปน
- เสมหะมากขึ้นผิดปกติ หรือเหนียวข้นขึ้นชัดเจน
- มีไข้ร่วมด้วย
- ต้องใช้ยาพ่นฉุกเฉินถี่ขึ้นกว่าเดิมมาก
- เหนื่อยจนพูดไม่จบประโยค
- ริมฝีปากหรือปลายเล็บเขียวคล้ำ
- ซึม สับสน เรียกแล้วตอบช้าผิดปกติ
สามข้อล่างคือฉุกเฉินครับ ไปโรงพยาบาลเลย อย่ารอเช้า
คำถามที่คนถามผมบ่อย
พ่นแล้วไม่ดีขึ้น พ่นเพิ่มเองได้ไหม?
ห้ามครับ ยาพ่นแต่ละตัวมีจำนวนครั้งต่อวันที่กำหนดไว้ พ่นเกินอาจทำให้ใจสั่น มือสั่น หัวใจเต้นเร็ว และที่สำคัญกว่านั้น ถ้าเราต้องพ่นเพิ่มถึงจะอยู่ได้ นั่นแปลว่าโรคคุมไม่อยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่หมอต้องรู้ ไม่ใช่เรื่องที่เราแก้เองเงียบๆ
ขอให้หมอเปลี่ยนยาได้ไหม ถ้ารู้สึกว่ายาเดิมไม่ได้ผล?
ขอได้ครับ และควรขอด้วยซ้ำ แต่แทนที่จะบอกว่า "ยาไม่ได้ผล" ให้ลองเล่าเป็นรูปธรรมแทน เช่นพ่นแล้วโล่งกี่ชั่วโมง ต้องใช้ยาฉุกเฉินวันละกี่ครั้ง เดินได้ไกลแค่ไหนถึงต้องหยุดพัก กลางคืนตื่นเพราะหอบกี่ครั้ง หมอต้องการตัวเลขพวกนี้เพื่อตัดสินใจครับ คำว่า "ไม่ดีขึ้น" คำเดียวมันบอกอะไรไม่ได้เลย
พ่นยาบ่อยๆ จะติดยาไหม?
ไม่ครับ ยาขยายหลอดลมไม่ใช่ยาเสพติด — เรื่องนี้ผมตอบยาวไว้ในบทความว่าด้วยการหยุดยาพ่น พร้อมอีก 3 เหตุผลที่คนอยากเลิกพ่น
สรุป
1. ยาพ่นขยายหลอดลมแก้ได้ชั้นเดียว ท่อมันตันได้ 3 ชั้นพร้อมกัน คือกล้ามเนื้อบีบ ผนังบวม และเสมหะอุด ยาพ่นคลายได้แค่กล้ามเนื้อ อีกสองชั้นยังอยู่เหมือนเดิมทุกประการหลังพ่นยาเสร็จ
2. ต้นเหตุจริงอยู่ลึกกว่านั้น คือการอักเสบที่ยังทำงานอยู่ทุกวัน กับถุงลมที่เสียไปแล้วและไม่งอกใหม่ ยาพ่นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แก้สองอย่างนี้ พ่นแล้วดีอยู่แป๊บเดียวจึงเป็นเรื่องปกติของโรค ไม่ใช่ความผิดของเราหรือของหมอ
3. อีกครึ่งจึงเป็นงานของเรา คือตัดเชื้อเพลิงไม่ให้การอักเสบทำงานต่อทุกวัน และช่วยไล่ลมที่ค้างออกเอง
และถ้าจะให้ผมสั่งการบ้านสักข้อ เอาข้อเดียวพอครับ วันนี้ลองนับดูว่าพ่นยาฉุกเฉินไปกี่ครั้ง แล้วจดไว้ในปฏิทินหรือกระดาษแปะตู้เย็น ทำอย่างนี้ไปสักสองสัปดาห์ แล้วเอาไปให้หมอดูตอนไปตามนัด ไม่ต้องซื้ออะไร ไม่ต้องจำอะไร แต่มันจะบอกได้ว่าโรคเราคุมอยู่หรือไม่อยู่
แล้วคุณหละ..?
มีอาการที่อยากปรึกษาผมมั้ยครับ
ผมอ่านทุกข้อความ และตอบทุกข้อความครับ ถามได้ทั้งเรื่องอาการที่เป็นอยู่ เรื่องยาที่หมอให้มาแล้วไม่เข้าใจ หรือเรื่องการดูแลพ่อแม่ที่บ้าน
ทักไปถามใน Messengerคำพูดทั้งหมดในบทความนี้มาจากข้อความที่คนทักมาปรึกษาผมจริง เผยแพร่โดยไม่ระบุชื่อและไม่ระบุที่อยู่ แก้เฉพาะคำที่พิมพ์ตกเพื่อให้อ่านง่ายขึ้นเท่านั้น
บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล การตัดสินใจเรื่องยาทุกอย่างต้องผ่านหมอที่ดูแลคุณอยู่
อัปเดตล่าสุด 29 กรกฎาคม 2569