เหนื่อยหอบมากขึ้นทุกวัน แค่ไม่อยากให้ทรมาน ไม่ใช่เป้าหมายให้หายปกติ

"คือแม่เป็นถุงลมโปงพอง หายใจสั้น เหนื่อย หอบ ไอมีเสมหะเหนียว" คุณ ส. พิมพ์มาเล่าให้ผมฟังเมื่อ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาครับ คุณแม่ของแกอายุ 92 ปีแล้ว เป็นถุงลมโป่งพองมา 4-5 ปี

คุณเคยเป็นแบบนี้ไหมครับ หรือคนที่บ้านเป็นอยู่

ผมถามคุณ ส. ต่อว่า นอกจากเหนื่อยหอบกับเสมหะเหนียว สิ่งที่เป็นห่วงคุณแม่มากที่สุดคืออะไร แกตอบกลับมาสั้นๆ แต่หนักมากครับ ว่ากลัวท่านชอคหรือหลัลไปเลย

"ให้แกได้เดินยืดเส้นยืดสายเส้นเอ็นจะได้ไม่ยึด ได่เดินออกกำลังกายการขับถ่ายจะได้ดีขึ้น เพราะตอนนี้เดินเข้าห้องน้ำก็เหนื่อยหอบแล้ว"

คุณ ส. · เล่าถึงคุณแม่ · อายุ 92 ปี · เป็นมา 4-5 ปี
ตอบสั้นๆ ก่อนเลยครับ

พ่อแม่อายุมากที่เป็นถุงลมโป่งพองมาหลายปี เป้าหมายของการดูแลไม่ใช่ทำให้ท่านหายเป็นปกติอีกครั้ง เพราะถุงลมที่เสียไปแล้วไม่กลับมาเหมือนเดิม เป้าหมายที่ทำได้จริงคือทำให้แต่ละวันที่เหลือ ท่านเหนื่อยน้อยที่สุดและไม่ทรมาน นี่ไม่ใช่การยอมแพ้นะครับ แต่เป็นเป้าหมายที่ทำได้จริงทุกวัน

ถ้าเป็นเคสคุณ ส. ผมดูแลแบบนี้ครับ

ทำไมเป้าหมาย "หายเป็นปกติ" ถึงทำให้ทั้งบ้านเครียด

ลองนึกภาพลูกสองคนนะครับ พ่อแม่อายุเก้าสิบกว่าเป็นถุงลมโป่งพองเหมือนกัน เหนื่อยหอบมากขึ้นเหมือนกัน

ตั้งเป้าคนละแบบ ผลลัพธ์ต่างกันทั้งบ้าน
ตั้งเป้าให้หายเป็นปกติทำไม่ได้ก็ผิดหวังซ้ำๆ จนเครียดไปทั้งบ้าน
ตั้งเป้าให้ทรมานน้อยลงทีละวันพาท่านลุกเดินสั้นๆ ได้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว

เหตุผลที่เป้าแรกทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะใครดูแลไม่ดีนะครับ แต่เพราะถุงลมที่เสียไปแล้วจริงๆ ไม่งอกกลับมาใหม่ ยิ่งเป็นมานาน 4-5 ปีแบบคุณแม่ของคุณ ส. ถุงลมที่เสียไปก็สะสมมาเรื่อยๆ ทุกปี ผมเล่าไว้ละเอียดว่าถุงลมพังยังไงในถุงลมโป่งพองเกิดจากอะไร ครับ

ผมไม่โกหกคุณนะครับ การยอมรับว่าพ่อแม่จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว มันเจ็บกว่าที่คิดเยอะ ไม่มีใครอยากพูดแบบนี้กับตัวเองง่ายๆ แต่พอยอมรับได้ เป้าหมายที่เหลือกลับเป็นเป้าที่ทำได้จริงทุกวัน

ความกลัวที่คุณ ส. ไม่ได้พูดตรงๆ ตั้งแต่แรก

ผมถามคุณ ส. ว่ากลัวอะไรที่สุด แกไม่ได้ตอบเรื่องอาการก่อนนะครับ ตอบสั้นๆ แต่หนักมาก ว่ากลัวท่านชอคหรือหลัลไปเลย

ความกลัวแบบนี้ ลูกหลานที่ดูแลพ่อแม่สูงวัยเป็นโรคเรื้อรังหลายคนมีอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดออกมา เพราะพูดแล้วเหมือนยอมแพ้ ทั้งที่จริงๆ การรู้ว่ากลัวอะไร กลับช่วยให้ตั้งเป้าการดูแลได้ตรงจุดกว่าเดิม

2 อย่างที่คุณ ส. อยากให้แม่ได้ทำ ทำได้จริงโดยไม่ต้องรอหาย

คุณ ส. บอกผมว่า อยากให้แม่ได้เดินยืดเส้นยืดสาย เส้นเอ็นจะได้ไม่ยึด แล้วก็อยากให้การขับถ่ายดีขึ้น เพราะตอนนี้แค่เดินเข้าห้องน้ำก็เหนื่อยหอบแล้ว

1. เดินสั้นๆ ไม่ใช่เพื่อให้หายเหนื่อย แต่เพื่อไม่ให้ยึดติด

คนที่นอนหรือนั่งอยู่เฉยๆ นานๆ กล้ามเนื้อขาจะยิ่งอ่อนแรง พอต้องขยับจริงก็เลยเหนื่อยง่ายกว่าเดิมอีก กลายเป็นวงจรที่ขยับได้น้อยลงไปเรื่อยๆ การเดินสั้นๆ ทุกวัน แม้แค่รอบห้องหรือไปห้องน้ำ ก็ช่วยกันไม่ให้วงจรนี้แย่ลงไปกว่าเดิม ไม่ต้องเดินไกลหรือเดินนาน ผมเล่าวิธีแบ่งช่วงเดินสั้นๆ ไว้ในเดินนิดเดียวก็เหนื่อย อยากเดินให้ไกล

2. การขับถ่ายที่ดีขึ้น เริ่มจากขยับตัวสั้นๆ ให้บ่อยขึ้น

จุดนี้วนกลับไปที่ข้อแรกเลยครับ คุณ ส. บอกว่าตอนนี้แค่เดินเข้าห้องน้ำก็เหนื่อยหอบแล้ว ยิ่งขยับตัวได้บ่อยขึ้นทีละนิด การเดินเข้าห้องน้ำก็จะเหนื่อยน้อยลง ไม่ต้องรอให้ท่านหายเหนื่อยก่อนค่อยขยับ แต่ขยับทีละนิดเพื่อให้เหนื่อยน้อยลง

ทำไมออกแรงนิดเดียวแม่ก็เหนื่อยหอบ

ถุงลมที่พังไปแล้ว ทำให้รับออกซิเจนได้น้อยลง พอร่างกายต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นแม้แค่เดินไปห้องน้ำ ปอดที่เหลือน้อยอยู่แล้วก็ส่งไม่ทัน เลยเหนื่อยหอบเร็วกว่าคนทั่วไปเยอะ ผมเล่าไว้ละเอียดในทำไมออกแรงนิดเดียวก็เหนื่อยจัด ครับ

⚠️ ยาที่หมอให้ ห้ามหยุดเองนะครับ

ต่อให้เป้าหมายคือทำให้ทรมานน้อยลง ไม่ใช่ให้หายปกติ ก็ไม่ได้แปลว่ายาไม่จำเป็นนะครับ จะหยุด จะลด จะเปลี่ยนยา ต้องให้หมอบอกเท่านั้น ยาที่ท่านใช้อยู่ทุกวันนี้ คือส่วนหนึ่งที่ช่วยไม่ให้ทรมานมากไปกว่านี้ครับ

แบบนี้ต้องรีบไปโรงพยาบาล ไม่ต้องรอ

ความกลัวของคุณ ส. ที่ว่าแม่จะชอคหรือหลัลไปเลย ไม่ใช่ความกลัวที่ต้องเก็บไว้คนเดียวนะครับ ถ้ารู้สัญญาณพวกนี้ไว้ก่อน จะอุ่นใจขึ้นเยอะ เพราะรู้แล้วว่าต้องทำอะไร

🚨 ไปโรงพยาบาลเลย อย่ารอ ถ้ามี
  • เหนื่อยจนพูดไม่จบประโยค
  • ริมฝีปากหรือปลายเล็บเขียวคล้ำ
  • ซึม สับสน เรียกแล้วตอบช้าผิดปกติ
ไปหาหมอเร็วกว่าวันนัด ถ้ามี
  • เหนื่อยหอบมากขึ้นกว่าเดิมชัดเจน ทั้งที่ใช้ยาเหมือนเดิม
  • เสมหะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม เขียว หรือมีเลือดปน
  • มีไข้

คำถามที่คนทักมาถามบ่อย

ตั้งเป้าแค่ "ไม่ให้ทรมาน" แปลว่ายอมแพ้หรือเปล่า?

ไม่ใช่เลยครับ ยอมแพ้คือไม่ทำอะไรเลย แต่การตั้งเป้าให้ทรมานน้อยลงทีละวัน ยังต้องดูแลต่อเนื่องทุกวันเหมือนเดิม แค่เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จ จากหายปกติ เป็นวันนี้ดีกว่าเมื่อวาน

พ่อแม่อายุมากแล้ว ยังควรพาไปหาหมอตามนัดอยู่ไหม?

ควรไปครับ การไปตามนัดไม่ได้มีไว้เพื่อรอให้หาย แต่เพื่อให้หมอช่วยปรับการดูแลให้ท่านทรมานน้อยที่สุดในแต่ละช่วง

✏️ การบ้านข้อเดียวจากผม

วันนี้ลองพาท่านเดินสั้นๆ แค่รอบห้องหรือไปห้องน้ำ ดูว่าทำได้กี่รอบ ไม่ต้องเยอะ ไม่ต้องซื้ออะไรเลยครับ แต่ทำสม่ำเสมอทุกวัน ดีกว่าหักโหมแล้วเลิกทำไปเลย

· · ·

แล้วคุณหละ..?

ตอนนี้พ่อแม่คุณเหนื่อยง่ายขึ้นบ้างไหมครับ มาเล่าให้ผมฟังหน่อยได้นะครับ ^_^

ทักมาเล่าให้ผมฟังใน Messenger

ถ้ามีคนในครอบครัวเป็นถุงลมโป่งพอง ส่งบทความนี้ให้เค้าอ่านด้วยนะครับ

คำพูดทั้งหมดในบทความนี้มาจากข้อความที่คนทักมาปรึกษาผมจริง ไม่ระบุชื่อเต็มและที่อยู่ · บทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล เรื่องยาทุกอย่างต้องผ่านหมอที่ดูแลคุณอยู่

ผมขายอะไร บอกไว้ตรงๆ ครับ

ผมขาย BLB U เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนเป็นถุงลมโป่งพอง มีเลข อย. 26-1-10867-5-0049 ผลิตจากโรงงานมาตรฐาน GMP ครับ

BLB U ไม่ใช่ยานะครับ ใช้แทนยาที่หมอให้ไม่ได้ ถ้าคุณเป็นโรคตับ โรคไต หรือทานยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ผมไม่แนะนำให้ทานครับ

ดูรายละเอียด BLB U
คนเขียนคือใคร

ผมดูแลเพจ BLB U ตัวช่วยถุงลมโป่งพอง คุยกับผู้ป่วยและญาติมาแล้ว 600 กว่าคน คำพูดทุกประโยคในบทความมาจากแชทจริง ผมไม่ใช่หมอนะครับ แล้วผมก็ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคนเป็นถุงลมโป่งพองด้วย บอกไว้ตรงๆ ครับ

อ่านต่อ